ล้าง แอร์รถยนต์ ไม่ถอดตู้

วันที่โพสต์: Nov 12, 2014

iqf910d4735f3f5e137fdda637e0ce94ef

บริการล้างระบบ แอร์รถยนต์ ไม่ต้องถอดคอนโซล  ปกติ 2,000 พิเศษ 12,00 บาท 

การล้างตู้แอร์มีประโยชน์อย่างไร

ช่วยให้แอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
ยืดอายุคอมแอร์
ยืดอายุตู้แอร์
ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
ลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ (ตู้แอร์เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค เช่น เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย)

ควรล้างแอร์รถเมื่อไหร่ ?

มีคำถามที่หลายคนยังได้รับข้อมูลมาต่างกันว่า เมื่อไหร่ควรล้างแอร์รถยนต์ของคุณ       คำตอบที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานรถยนต์ ของแต่ละคน เช่น เส้นทางการใช้งาน มีสภาพถนนอย่างไร ฝุ่นมากหรือไม่ ลุยน้ำหรือเปล่า แต่ตามปกติประมาณ 1 ปีขึ้นไป หรือ 20,000 กิโลขึ้นไป
ส่วนจะรู้ได้ไงว่าตู้แอร์ได้เวลาล้างแล้ว ให้สังเกตกลิ่นฝุ่น ถ้าเอาจมูกจ่อช่องลมแอร์แล้วมีกลิ่นอับ
สำหรับวิธีทำความสะอาดตู้แอร์

การล้างแบบไม่ถอดตู้ เพื่อช่วยให้ทำความสะอาดง่ายขึ้น เสร็จเร็ว  โดยทั่วไปเครื่องล้างตู้แอร์จะกำหนดน้ำยาที่ต้องใช้เฉพาะสำหรับการล้าง แต่บ้างเอาผงซักฟอก โซดาไฟ ผสมลงไปเพื่อให้น้ำยาใช้ได้หลายคันขึ้น เวลาล้างน้ำยาออกจะมีปัญหา เพราะเครื่องไม่ได้ถูกกำหนดให้ล้างผงซักฟอก หรือโซดาไฟ ผลที่ได้อาจคาดไม่ถึง การล้างแบบนี้เหมาะกับรถใหม่ รถที่ล้างแอร์ปีละ 1 ครั้ง หรือเหมาะกับรถที่ดูแลตู้แอร์เป็นประจำ ถ้าใช้มา 7-8 ปี แล้ว ช่างแอร์ไม่ค่อยอยากล้างวิธีนี้ เพราะตู้แอร์อาจรั่วอยู่แล้ว แต่ฝุ่นไปอุดรูรั่วไว้ พอล้างเอาฝุ่นออก รอยรั่วก็ปรากฏ  

ทำไมต้องล้างตู้แอร์

เจ้าของรถหลายๆ ท่านยังไม่ทราบว่า ความสกปรกของตู้แอร์เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาในระบบแอร์ ถ้าไม่ดูแลบำรุงรักษา ก็ต้องเตรียมใจเตรียมสตางค์ไว้ คงเคยได้ยินกันมาเรื่อง ท่อแอร์รั่ว ตู้แอร์รั่ว คอมแอร์ดัง สาระพันปัญหาที่เราๆ ไม่ค่อยเข้าใจ ลองคิดง่ายๆ แล้วกันว่า แอร์บ้านยังต้องล้าง แล้วแอร์รถยนต์จะยกเว้นได้อย่างไร แอร์บ้านถ้าไม่ล้างเลย เกิดอะไรขึ้นก็คงพอทราบกันบ้าง แล้วแอร์รถหล่ะ ถ้าสกปรก แล้วจะไม่มีผลอะไรเลยหรือ ทำไมหลายคนจะซื้อที่นอน ยังต้องเลือกแบบที่ป้องกันตัวไรฝุ่น ทำไมเจ้าไรฝุ่นจะอยู่ในรถคุณไม่ได้บ้าง

ทำไมตู้แอร์ถึงรั่ว

เวลาที่แอร์ทำงาน จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นบนคอยล์เย็น ทำให้เกิดคราบ ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานวันจะกลายเป็นสนิม กัดกร่อนแผงคอยล์จนรั่ว ถ้ารั่วแล้วต้องเปลี่ยนอย่างเดียว ดังนั้นการล้างตู้แอร์ปีละ 1 ครั้ง หรือทุก 20,000 กม. จึงเป็นการป้องกันการเกิดสนิมอีกด้วย